แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้ม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

มันต้มขิง


น้ำขิงมีสรรพคุณทางยาช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อย และยังช่วยลดความดันอีกด้วย แต่ความเผ็ดของน้ำขิงก็ทำให้หลายคนไม่กล้ากิน ทางหนึ่งที่ทำได้ก็คือเอาไปทำอาหารหรือของหวานครับ ซึ่งมันต้มขิงก็เป็นของหวาน(?)ที่ทำง่ายมาก วิธีการทำก็เอาขิงแก่มาฝานเอาเปลือกออกให้หมด แล้วล้างให้สะอาด เสร็จแล้วก็หั่นให้เป็นแผ่นหนาประมาณสักครึ่งเซ็นติเมตร สำหรับมันก็ใช้มันเทศหรือว่ามันฝรั่งก็ได้ครับ แต่มันเทศจะอร่อยหวานกว่ามันฝรั่ง หั่นมันให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดสักหนึ่งนิ้ว เมื่อเตรียมเสร็จแล้ว ก็เอาหม้อตั้งไฟใส่น้ำให้เดือด ใส่เกลือลงไปนิดหนึ่ง ใส่ขิงและมันลงไป ต้มไปเรื่อย ๆ จนมันนุ่ม วิธีการทดสอบก็ลองเอาทัพพีหยิกลงไปในเนื้อมันครับ ถ้าหยิกลงไปได้ง่าย ก็แสดงว่านุ่มดีแล้ว ก็ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปตามชอบ แต่อย่าให้หวานมากครับ พอน้ำตาลละลายหมดดีก็ปิดไฟ ยกลงได้

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

หัวปลาแซลมอนต้มซีอิ้ว


วันก่อนไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วติดใจเมนูนี้ ก็เลยให้น้องไปหาสูตรมาให้ วิธีการทำก็ไม่ยากครับ

เครื่องปรุงที่ต้องมีก็คือ หัวปลาแซลมอนล้างให้สะอาด 1 หัว ปกติมันจะใหญ่มาก เล็งขนาดหม้อดี ๆ ละกันครับ นอกจากนั้นก็มี ซอสถั่วเหลือง (ซอสคิคโคมัน) มิริน (Mirin) น้ำตาลทราย หัวไชเท้า แครอท ต้นหอม เห็ดเข็มทอง แล้วก็ขิงครับ



วิธีการทำ ก็เริ่มจากการหั่นผักให้เป็นชิ้นพอคำ อย่าหั่นให้เล็กมากครับ พอต้มไปนาน ๆ มันจะหด ส่วนขิงก็หั่นเป็นเส้นยาว ๆ ครับ


พอเตรียมของเสร็จแล้ว ก็เอาซอสสองส่วน มิรินสองส่วน น้ำสี่ส่วน และน้ำตาลทรายหนึ่งส่วนเทลงใส่หม้อ ตั้งไฟกลางพอให้น้ำตาลทรายละลายหมด เดือดได้ที่ ส่วนผสมนี้จะทำมากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนหัวปลาครับ ถ้ามีหัวเดียวใหญ่ ๆ ก็หนึ่งส่วนเท่ากับครึ่งถ้วย ก็น่าจะพอ

พอเดือดดี ก็เอาขิงใส่ลงไปในหม้อ ตามด้วยหัวปลาครับ แล้วก็ตั้งไฟอ่อนไปเรื่อย ๆ


พอหัวปลานิ่มได้ที่ เอานิ้วลงกด ๆ ดูก็ได้ครับ ก็ใส่ผักที่สุดยากลงไป ซึ่งก็คือ แครอทกับหัวไชเท้าครับ

พอแครอทกับหัวไชเท้านุ่มดี ก็ใส่เห็ดเข็มทอง กับต้นหอมลงไปครับ


พอเห็นเข็มทองเปื่อยดี ก็ยกมาเสิร์ฟได้ครับ กินกับพวกกิมจิหรือว่าขิงดองจะอร่อยมากครับ

ขอขอบคุณสูตรจาก http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/08/D6934824/D6934824.html

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ขนมต้มใบเตย

งานเดียวกันกับขนมกลีบลำดวน ช่วยกันทำกะผู้ใหญ่(ที่)บ้านไว้เป็นตัวเลือก บวกกับคนทำอยากกินด้วย หุหุ

สิ่งที่ต้องเตรียม
  • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
  • กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ
  • มะพร้าวขูดสำหรับทำไส้ 100 กรัม
  • มะพร้าวขูดสำหรับคลุก 1 ถ้วย
  • น้ำใบเตย 1/4 ถ้วย
  • น้ำตาล 1/2 ถ้วย
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา


วิธีทำ
1. เริ่มจากทำไส้ก่อน เอามะพร้าวกับน้ำตาลใส่หม้อ ตั้งไฟกลาง คนไปเรื่อยๆ จนเหนียว ปิดไฟพักไว้ให้เย็น ปั้นเป็นก้อนกลม
2. ผสมมะพร้าวขูดกับเกลือ แล้วเอาไปนึ่งพอร้อน พักไว้
3. นวดแป้งข้าวเหนียวกับกะทิและน้ำใบเตยจนเข้ากันดี ปั้นเป็นก้อนกลม แล้วรีดเป็นแผ่นกลม ใส่ไส้ที่เตรียมไว้จากข้อ 1 ห่อให้เป็นก้อนกลม แล้วนำไปต้มในน้ำเดือดใช้ไฟปานกลาง พอสุกแป้งจะลอยขึ้นมา ช้อนขึ้นแล้วคลุกกับมะพร้าวที่เตรียมไว้ในข้อ 2 เป็นอันเสร็จ กินได้
หมายเหตุ สูตรเอามาจากหนังสือ popular thai cruisine ของสำนักพิมพ์แสงแดด

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เฉียนลี้สื่อรื่อ (千里豬肉)


บทนำ
อาหารจานนี้เป็นอาหารจีนโบราณชื่อภาษาจีน เรียกว่า เฉียนลี้สื่อรื่อ (千里豬肉:Qian Li Zhurou) เป็นอาหารที่ใช้หลักยินและหยางในการปรับสมดุลย์ของอาหารโดยเนื้อสัตว์จะให้พลังของธาตุยิน ในขณะที่ผัก ซึ่งรับแสงอาทิตย์หรือว่าพลังของสวรรค์ ก็ให้พลังของธาตุหยาง แล้วใช้การปรุงที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน (เช่น ใช้พลังของธาตุยินในน้ำและอากาศ และ ธาตุหยางในดินและไฟ) เพื่อกักเอาพลังของธาตุยินและหยางและปลดปล่อยออกมาเมื่อถึงเวลาอันสมควร หลักการง่าย ๆ ก็คือ ปรุงยิน(หมู)ด้วยหยาง(ดินและไฟ) และปรุงหยาง(ผัก)ด้วยยิน(น้ำและอากาศ)

ต้ม
ขั้นตอนการทำก็เริ่มจากการทำหมูแฮม(หรือว่าหมูสามชั้นทอดกรอบซึ่งเป็นหนึ่งใน 18 สุดยอดเครื่องยาจีน[1]) ก็เริ่มจากเอาหมูสามชั้นมาต้มให้สุก ควรใช้เนื้อหมูตรงต้นคอ เพราะจะมีสัดส่วนของเนื้อและมันที่พอดี ถ้าใช้เนื้อต้นขา จะมีมันมากเกินไป การต้มนั้น ให้ต้มแบบปิดฝาให้ไฟอ่อน ๆ ถ้าต้มแรงไปธาตุยินจะกระเจิงออกมาหมด พอหมูสามชั้นสุกดี ก็เอาขึ้นมาพักให้เย็น ในขณะเดียวกันก็เอาน้ำซุปที่ได้ ไปต้มกับเครื่องยาจีนและกระดูกหมูโดยใช้ไฟอ่อนมาก ๆ เพื่อค่อย ๆ รีดเอาคุณค่าของเครื่องยาจีนออกมา กระดูกหมูที่ใช้ ควรจะใช้กระดูกสันหลัง เพราะเป็นส่วนที่มีไขกระดูกค่อนข้างมาก จะดีกว่ากระดูกส่วนอื่น ที่มักจะเป็นกระดูกแห้ง ๆ ถ้าไม่มีกระดูกสันหลัง ก็ใช้กระดูกบริเวณซี่โครงก็ได้ ส่วนเครื่องยาจีนนั้น ถ้าสามารถหาเครื่องยาจีนธาตุอ่อน เก๋ากี้ ตังกุย โสมคน เส็กตี่ ปาเก็ก หลินจือ ถั่งเฉ้า แป๊ะก๊วย ตังเซียม มาได้ครบชุดก็จะดี แต่ถ้ามีไม่ครบ ก็เอาเท่าที่มี แต่ห้ามใส่เครื่องยาจีนที่มีธาตุแรง เช่น เห็ดหอม หูฉลาม หรือว่า เหล้าเช่าชิง เพราะว่าจะเป็นธาตุที่แรง จะตีกันกับหมูสามชั้นทอดที่เป็นธาตุที่แรงเหมือนกัน หมูสามชั้นที่ทอดแล้ว ต้องทิ้งไว้ให้เย็น อาจจะต้องทิ้งข้ามคืน ในขณะเดียวกัน ก็เคี่ยวน้ำซุปไปเรื่อย ๆ เกือบลืมไป ในการเคี่ยวน้ำซุปนั้น ควรจะใช้เตาถ่านเพราะจะให้แรงไฟที่นุ่มนวลสม่ำเสมอกว่า (สังเกตว่าทำอาหารกับเตาถ่าน จะไม่ค่อยใหม้ก้น เพราะถ้าใช้เตาแกสหรือว่าเตาไฟฟ้า จะมีส่วนที่ร้อนมาก ๆ คือส่วนที่สัมผัสกับเปลวไฟ กับส่วนที่ไม่ค่อยร้อน) และควรใช้หม้อดิน ด้วยเหตุผลเดียวกัน และยังเป็นการควบคุมธาตุหยางในหมูอีกด้วย

ทอด
พอหมูสามชั้นแห้งดีแล้ว ก็เอากระทะก้นลึกตั้งไฟแรง ๆ สิ่งสำคัญในการทำอาหารจีนประเภททอดหรือผัดคือต้องใช้ไฟแรง ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญในการทำอาหารจีน พอกระทะร้อน ก็เอาน้ำมันเทลงไป แล้วพลิกกระทะเร็วๆ สักห้าหกที แล้วเทน้ำมันทิ้ง เพื่อล้างคราบสกปรกที่ติดในกะทะ เสร็จแล้วจึงเทน้ำมันใหม่ลงไป พอน้ำมันเดือดจัด ก็ใช้ตะเกียบคีบหมูสามชั้นไว้เหนือกระทะ แล้วใช้ตะหลิวกลมตักน้ำมันขึ้นมาราดบนหมูเพื่อปรับอุณหภูมิสักสองสามที แล้วจึงเอาหมูลงไปทอดกับน้ำมัน ถ้าเอาหมูลงทอดเลยโดยไม่ปรับอุณหภูมิก่อน ไขมันในหมูจะแตกตัวแรงเกินไป ทำให้เกิดกลิ่นหืนภายหลังได้ เมื่อเอาหมูสามชั้นลงไปทอดแล้ว ก็คอยพลิกหมูไปมาเร็ว ๆ คอยสังเกตุฟองอากาศรอบ ๆ ชิ้นหมู ถ้าเริ่มมีน้อย ก็แสดงว่าหมูสุกใช้ได้แล้ว ก็เอามาขึ้นพักไว้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การทอดหมู ก็คือการปรุงยิน(หมู)ด้วยหยาง(ไฟ)นั่นเอง

นึ่ง
เมื่อทำหมูเสร็จแล้วก็เอามีดมาหั่นหมูให้เป็นชิ้นพอคำ การหั่นก็หั่นตามขวาง ให้แต่ละชิ้นมีทั้งหนัง มัน และเนื้อ เสร็จแล้วก็มาทำผักต่อ เอาผักกาดขาว(ใช้แบบที่เป็นสีขาวหรือว่าสีเหลือง ไม่ใช่แบบเขียว ๆ ของจีน จริง ๆ ใช้ผักอื่นก็ได้ ที่เป็นสีขาว เช่นหัวไชเท้า )มาล้างให้สะอาด แล้วหั่นให้เป็นชิ้นใหญ่ ๆ การนึ่งผักนั้น ไม่ควรใช้ผักชิ้นเล็ก เพราะจะทำให้ผักเละไม่น่ากินและไม่ต้องกลัวว่าผักจะชิ้นใหญ่จนกินลำบากเพราะพอนึ่งเสร็จ ผักจะอ่อนตัวและคีบด้วยตะเกียบได้ง่ายเอง แต่การผัดผักนั้นจะต่างออกไป ควรจะหั่นผักให้เป็นชิ้นเล็กพอคำ เพราะว่าเมื่อผัดเสร็จ ผักจะยังคงรูปอยู่ ถ้าหั่นชิ้นใหญ่เกินไป จะกินลำบาก เมื่อหั่นผักเสร็จแล้ว ก็เอาผักมาเรียงในชามกระเบื้องสลับกับหมู การเรียงนั้น ให้เอาผักไว้ข้างนอกสุด ตามด้วยชั้นของหมู แล้วก็สลับด้วยชั้นของผัก ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเกือบเต็มชาม เสร็จแล้ว ก็เอาน้ำซุบเทลงไปตรงกลาง ให้พอท่วมหมูและผัก และให้เครื่องยาจีนที่เหลือรวมกันอยู่ตรงกลางชาม เสร็จแล้วก็เอาหม้อนึ่งขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือด ก็เอาชามผักและหมูขึนไปนึ่ง การนึ่งนั้น เป็นการใช้ยิน(น้ำและอากาศ)เข้าไปปลดปล่อยพลังของธาตุหยางในผัก แล้วให้ธาตุหยางในผัก เข้าไปผสมกับธาตุยินในหมู โดยใช้อากาศและไอน้ำ ซึ่งเป็นธาตุหยาง และ ชามกระเบื้อง(ดิน)ซึ่งเป็นธาตุยิน ทำหน้าที่ควบคุมการควบรวมกัน สิ่งสำคัญคือเครื่องยาจีนที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งจะทำหน้าที่หมุนเวียนธาตุยินและหยาง(ภาษาจีนเรียก 自转) เหมือนกับสัญลักษณ์ยินหยางที่ต้องหมุนวนรอบ ๆ กัน นึ่งแบบปิดฝาใช้ไฟอ่อน ไปเรื่อย ๆ จนผักและหนังหมูเริ่มใส ก็ยกลง

เคี่ยว
พอยกหม้อนึ่งลง ก็เอากระทะมาตั้งไฟแรง ๆ เช่นกัน เทน้ำมันลงไปนิดหน่อยแล้วพลิกกระทะเร็ว ๆ แล้วจึงเทน้ำมันทิ้งเพื่อทำความสะอาดกระทะ เสร็จแล้วก็เร่งไฟจนสุด แล้วจึงเทเอาน้ำซุบที่อยู่ในชามกระเบื้องลงไปในกระทะ ใส่ซี่อิ้วขาวลงไปนิดหน่อยเพื่อลดความเลี่ยน แล้วก็ทำการเคี่ยวน้ำซุบไปเรื่อย ๆ จนน้ำซุบข้นเหนียว ก็เทราดลงไปบนผักและหมูที่อยู่ในชาม ก็เป็นการเสร็จสิ้นขบวนการ

ส่งท้าย

ชาวจีนโบราณจะใช้อาหารจานนี้เพื่อขัดเกลาลมปราณและฟอกกระดูกเส้นเอ็น ฯลฯ รวมถึงแก้ไขสมดุลย์ของธาตุด้วย เช่นผู้ฝึกกำลังภายในที่เกิดธาตุไฟเข้าแทรก ก็จะกินอาหารชามนี้ เพื่อปรับสมดุลย์ยิน(ลมและน้ำ) ให้สมดุลย์กับหยาง(ดินและไฟ) ถ้าใช้ควบคู่กับการฝึกสมาธิ (เพื่อประสานธาตุในตัวเข้ากับซีตามหลักฮวงจุ้ย) ก็จะฟื้นตัวได้เร็ว เรียกว่าเป็นการดึงเอาพลังของดินฟ้า(ยินหยาง) และพลังของชีวิต(ซี)มาช่วยปรับสมดุลย์ในตัวนั่นเอง



[1] 18 สุดยอดเครื่องยาจีนประกอบไปด้วย เก๋ากี้ โสม ตังกุย ตังเซียม ผ่อซัว ตังกุย พุทราจีนแดง เห็ดหอม กังป๋วย หอยสังข์ขาว หอยสังข์แดง เหล้าเช่าชิง หมูแฮม ไก่ดำ ปลิงทะเล กระเพาะปลาสด หูฉลาม เป๋าฮื้อ

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2550

ข้าวมันไก่


ข้าวมันไก่เป็นอาหารที่ทำได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ใช้เวลาไม่นาน และการควบคุมความอร่อยก็ไม่ได้ลำบากแต่อย่างใด วิธีทำข้าวมันไก่แบ่งออกเป็นสามส่วน

1. ไก่
ใช้ไก่ทั้งตัวต้มลงไปในหม้อใหญ่พร้อมรากผักชีทุบ ต้มจนสุกแล้วจึงนำไก่ออกมาหั่นเนื้อเก็บไว้ ส่วนกระดูกโยนกลับลงหม้อจะได้น้ำซุปที่เข้มข้น สาเหตุที่ใช้ไก่ทั้งตัวเพราะความมันอร่อยจะสมดุลที่สุด ถ้าใส่เฉพาะเนื้ออกข้าวและน้ำซุปจะจืดชืด แต่ถ้าใส่เฉพาะปีกหรือน่องน้ำซุปก็จะมันเกินไป

2. ข้าว
ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ ประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะต่อข้าวหนึ่งถ้วย เจียวกระเทียมเล็กน้อยให้พอหอม แล้วใส่ข้าวสวยดิบลงไปผัด ผัดจนเข้ากันดี ข้าวบางเม็ดอาจได้รับความร้อนเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นก็ไม่ต้องตกใจ เมื่อข้าวกับน้ำมันเข้ากันดีแล้วตักข้าวใส่หม้อ ใช้น้ำต้มไก่แทนน้ำเปล่าในการหุง แล้วหุงตามปกติ

3. น้ำจิ้ม
ทำจากเต้าเจี้ยว 2 ส่วน ซีอิ๊วขาว 2 ส่วน ซีอิ๊วดำ 1 ส่วน น้ำตาล 1 ส่วน ขิง กระเทียม ปรับรสชาติตามใจชอบ

เสร็จแล้วก็สับขิง กระเทียม พริก แตงกวา วางคู่เป็นเครื่องเคียง ตักซุปโรยต้นหอมนิดหน่อย เพียงเท่านี้ก็อร่อยหายห่วงแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2550

จับฉ่าย

จับฉ่ายเป็นอาหารที่ทำบ่อยตอนที่ผักมีอยู่เต็มตู้เย็นและใกล้จะเสีย วิธีการทำก็ไม่อยาก เอาน้ำใส่หม้อใหญ่ ๆ แล้วก็ใส่โครงไก่และกระดูกหมูลงไปต้มเป็นน้ำซุบไว้ พอน้ำเดือด ก็หั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ใส่ลงไป แล้วก็หรี่ไฟลงเคี่ยวหมูไปเรื่อย พร้อมกันนั้น ก็ไปล้างผัก ผักที่ใส่จับฉ่ายได้ ก็เช่น ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง คะน้า หัวไชเท้า คื่นฉ่าย เป็นต้น เมื่อล้างผักเสร็จแล้ว ก็เอาไปหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ๆ เสร็จแล้วตั้งกะทะเจียวกระเทียมกับน้ำมัน เอาผักลงไปผัดกับน้ำมันพร้อมกับใส่ซีอิ้วดำ(ซีอิ้วหวาน)ลงไปเยอะพอควร ถ้ามีผักเยอะก็แบ่งผัดไปเรื่อย ๆ พอผักสุก ก็ใส่ซี่อิ้วขาวนิดหน่อย แล้วก็เทของที่อยู่ในกะทะลงไปในหม้อ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนผักหมด เสร็จแล้วก็เร่งไฟไปที่ไฟกลางต้มไปจนผักสุก ชมดูว่ารสได้หรือยังก็ใส่ซีอิ้วขาวกับซีอิ้วดำลงไปนได้รสเสร็จแล้วก็หรี่ไฟ ต้มผักไปเรื่อย ๆ จนผักเริ่มละลาย หรือสังเกตุจากหัวไชเท้าเร่ิมใส ก็กินได้แล้ว

แต่เป็นที่รู้กันว่า จับฉ่ายจะอร่อยก็ต่อเมื่อต้มกินไปหลายวันแล้ว เพราะผักจะละลายไปกับน้ำ ได้รสชาติที่อร่อยกว่าต้มกินวันแรก