วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556
หอยทอด
วิธีทำน้ำจิ้ม ถ้าขี้เกียจ ก็ใช้ซอสศรีราชา แต่ว่ามันจะเผ็ดนิดหน่อย ถ้าอยากทำน้ำจิ้มแบบไม่เผ็ดมาก ก็เอาซอสศรีราชาผสมกับน้ำส้มสายชูนิดหน่อย น้ำตาล และน้ำปลา ผสม ๆ ให้เข้า ๆ กัน ก็เสร็จแล้ว
วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
หมูชุบแป้งทอด
อาหารญี่ปุ่นทำง่ายกินอร่อยครับ เริ่มจากเอาหมูเนื้อสันที่มีมันแทรกชิ้นขนาดประมาณฝ่ามือหนาประมาณ 1/4 นิ้วมาล้างให้สะอาด แล้วผึ่งไว้ให้แห้งนะครับ เสร็จแล้วก็ใช้ฆ้อนทุบเนื้อ หรือว่า สันมีด ทุบให้เนื้อนุ่มดีแล้วโรยโดยเกลือกับพริกไทยนิดหน่อย เสร็จแล้วก็เตรียมแป้งข้าวโพด ไข่ เกล็ดขนมปัง แล้วก็เอากะทะใบใหญ่หน่อยตั้งไฟกลางให้ร้อนใส่น้ำมันทอดลงไป พอน้ำมันร้อนดีมีไอขึ้นมาแล้ว ก็เอาหมูไปชุบแป้งข้าวโพดจนเป็นสีขาวทั่วทั้งชิ้น แล้วก็เอาไปชุบไข่ให้ทั่ว สุดท้ายก็เอาเกล็ดขนมปังโรยให้ทั้วทั้งชิ้น แล้วจึงเอาลงไปทอดในกะทะ รอให้ด้านล่างสุกแล้วจึงค่อยพลิกนะครับ อย่าพลิกไปพลิกมา เกล็ดขนมปังจะหลุดหมดนะครับ พอสุกเหลืองสวยดี ก็ยกขึ้นมาวางไว้ให้หยัดน้ำมัน แล้วก็กเอามีดหั่นให้เป็นชิ้นพอคำ
การทอดนะครับ อย่าใช้ไฟเบาเกินไป เพราะหมูจะอมน้ำมันนะครับ แต่ถ้าใช้ไฟแรงไป ด้านนอกจะสุกหรือไหม้โดยที่หมูด้านในยังไม่สุก ซึ่งถ้าหมูไม่สุกห้ามกินนะครับ อันตรายมาก
พอทำหมูเสร็จก็เตรียมเครื่องเคียงตามชอบนะครับ เช่น กิมจิ กระหล่ำปลีแช่เย็น ซุปมิโซะ ต้นหอมญี่ปุ่นผัดเนย และอื่น ๆ นะครับ
วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
กุ้งผัดพริกกระเทียม
วันก่อนโน้น เพื่อนมาทำทะเลปิ้งย่างกินที่บ้าน แล้วมีกุ้งเหลือใส่ตู้เย็นไว้ เอามาดม ๆ ดู ก็ไม่ค่อยสดเท่าไหร่แล้วครับ เริ่มมีกลิ่นนิด ๆ แต่ยังไม่เสีย เลยเอามาล้างให้สะอาดแล้วโรยแป้งมัน พริกไทย รากผักชีบด และเกลือ ใส่น้ำนิดหน่อย คลุกกับกุ้งให้แป้งเคลือบกุ้งไว้บาง ๆ ก็เอาไปทอดน้ำมันร้อน ๆ ให้เปลือกกุ้งกรอบ แล้วก็พักให้หยาดน้ำมัน
ระหว่างที่รอกุ้ง ก็สับกระเทียม ต้นหอม พริกชี้ฟ้า ให้เป็นชิ้นหยาบ ๆ ใส่น้ำมันลงไปในกระทะนิดหน่อย เจียวกระเทียมให้เหลืองแล้วใส่ต้นหอมและพริกลงไปตามด้วยกุ้งที่เตรียมไว้ ใส่น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว และซีอิ้วดำลงไปนิดหน่อย ผัดจนแห้งดี ก็ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยผักชีครับ
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Hash browns
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552
พริกยัดใส้ชุบแป้งทอด
เด็กที่บ้านซื้อพริกหนุ่มมา บอกว่าอยากกินหมูดผัดพริก ก็ทำให้กินวันก่อน แต่ว่ามีพริกเหลือ ก็เลยเอามายัดใส้ทอดนะครับ
วิธีทำก็เริ่มจากเอาหมูสับมาหมักกับกระเทียมพริกไทยและน้ำปลานิดหน่อย เสร็จแล้วก็เอาพริกหนุ่มไปล้างให้สะอาด ตัดขั้วออก แล้วผ่าตามยาว ถ้าพริกมันยาวไปทอดลำบาก ก็หั่นเป็นท่อน ๆ ก็ได้ครับ พอผ่าพริกแล้วก็ควักเอาใส้และเม็ดออกไม่งั้นจะเผ็ดเกินไป เมื่อผ่าพริกเรียบร้อยแล้วก็เอาหมูยัดลงไปในพริก พอทำเสร็จหมดแล้ว ก็เอาไปชุบกับแป้งโกกิทอดกับน้ำมันร้อน ๆ นะครับ
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เกี้ยวทอด
เด็กที่บ้านอยากกินเกี้ยวทอด ผมเคยเอาวิธีทำปอเปี้ยะทอดแผ่นเกี้ยวมาลงแล้ว แต่คราวนี้เป็นการทำแบบง่าย ๆ ไว ๆ เพราะว่าไม่ต้องม้วนให้เป็นปอเปี้ยะ แค่พับ ๆ ก็เสร็จแล้ว (จริง ๆ คือ ขี้เกียจ :P)
วิธีการทำก็เริ่มจากทำใส้ก่อน ใส้ก็ทำได้หลายแบบนะครับแล้วแต่ว่าแต่ละคนชอบแบบไหน แต่ตอนทำควรทำให้รสมันเข้มนิดหนึ่งเพราะแผ่นเกี้ยวมันจะจืด ๆ วันนี้ผมใช้หมูสับ มาผัดกับกระเทียม แครรอทซอยเป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ แล้วก็เห็ดหอมซอยเป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ เช่นกันนะครับ ผัดในน้ำมันให้แครอทนุ่มแล้วก็ใส่ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ ซอสหอยนางรม แล้วก็พริกไทยลงไป พอได้ที่แล้วก็เอาขึ้นมาพักไว้นะครับ
พอใส้เย็นพอจับได้ ก็เอาแผ่นเกี้ยวมาวางแผ่น ตักใส้มาวางตรงกลางนิดหน่อย สักปลายนิ้วก้อยนะครับ เอาน้ำทาตรงขอบแผ่นเกี้ยวสักสองด้าน แล้วก็พับแผ่นเกี้ยวขึ้นไปให้เป็นรูปสามเหลี่ยมนะครับ แล้วก็เอาอุ้งมือนี่แหละ กดลดไปบนเกี้ยวไล่อากาศออกจากแเกี้ยวให้หมดแล้วก็ให้แป้งติดกันดีนะครับ ถ้ามีอากาศเหลือในเกี้ยว เวลาทอดแล้วมันจะฟูจนแตกนะครับ ทำไปเรื่อย ๆ จนแผ่นเกี้ยวหมดหรือว่าใส้หมด ก็เอาน้ำมันใส่หม้อหรือว่ากะทะตั้งไฟ พอน้ำมันเดือดดี ก็ค่อย ๆ เอาตะเกียวคีบเกี้ยวลงไปทอด คอยพลิกไปพลิกมานะครับ ไม่งั้นจะใหม้ พอแป้งสุกเป็นสีน้ำตาลสวยดี ก็เอาขึ้นมาพักให้น้ำมันหยดแห้งดี เวลากิน ก็กินกับน้ำจิ้มไก่ หรือว่าน้ำจิ้มบ้วยก็ได้ครับ
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ซี่โครงหมูทอดตะไคร้กรอบ
ถ้าใครชอบกระเพราทอดกรอบ ต้องลองตะไคร้ทอดกรอบดูครับ แต่ว่าก่อนจะเอาทอดได้ ต้องเอาฆ้อนหรือว่าสากทุบให้เส้นใยแตกก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นทอดแล้วจะกินไม่ได้นะครับ ก็ทุบไปเรื่อย ๆ จนเส้นใยแยกเป็นเส้น ๆ เสร็จแล้วก็เอาหมูซึ่โครงหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ หมักกับซี่อิ้วขาว ซอสหอยนางรม พริกไทย กระเทียม หมักไว้สักพัก ก็เอาหม้อตั้งไฟแรง ๆ พอน้ำมันเดือด ก็เอาหมูกับตะไคร้ลงไปทอดพอหมูเป็นสีน้ำตาลสวย แล้วก็ตะไคร้เป็นสีน้ำตาลเข้ม ก็ใช้ได้แล้วครับ
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ซี่โครงหมูน้ำแดง
ปล. รูปมันควรจะแดงกว่านี้นะ แต่มันออกมาไม่ค่อยแดงแหะ
วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551
หมูก้อนราดซ๊อสเปรี้ยว
เด็กที่บ้านเปิดตำราทำอาหารแล้วชี้ ๆ บอกว่าอยากกินหมูก้อนทอด แต่ทำไปทำมา กลายเป็นหมูก้อนราดซ๊อสเปรี้ยวซะงั้น!!!
จริง ๆ อาหารจานนี้ก็คล้าย ๆ กับหมูชุบไข่ทอดเพียงแต่ว่าไม่ชุบไข่ และทำซ๊อสราดแค่นั้นเอง การทำก็เริ่มจากเอาหมูสับ(เอาแบบที่มีมันหมูแทรกมาด้วย จะอร่อยกว่าแบบที่มีแต่เนื้อหมูอย่างเดียว)มาหมักกับรากผักชี พริกไทย กระเทียมสับละเอียด น้ำปลา เกลือนิด ๆ แล้วก็ใส่แป้งมันเข้าไปนิดหนึ่งเพื่อให้มันเด้ง ๆ แล้วก็คลุกส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วก็นวดส่วนผสมทั้งหมดไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าเหนียวได้ที่ ก็เอามาปั้นเป็นก้อน ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองถึงสามเซ็นติเมตรนะครับ ระวังอย่าให้ก้อนใหญ่ไป เดี๋ยวทอดแล้วตรงกลางจะไม่สุก พอปั้นเสร็จหมดแล้วก็เอากะทะหรือว่าหม้อขึ้นตั้งไฟกลางใส่น้ำมันไปเยอะพอควร เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ก็เอาหมูลงไปทอดนะครับ คอยพลิกให้สุกทั่วทั้งก้อน แล้วก็ดูว่าถ้าหมูก้อนมีสีออกเป็นสีเหลืองแล้วก็เกรียมนิด ๆ ก็ใช้ได้แล้วครับ
ส่วนการทำซ๊อสนั้น ก็คล้าย ๆ กับทำซ๊อสราดปีกไก่น้ำเหล้าแดง ต่างกันแต่ว่าปรุงรสให้เปรี้ยวนิดหนึ่ง ส่วนผสมของซ๊อสก็มีซ๊อสมะเขือเทศ ซ๊อสผริกศรีราชา ซ๊อิ้วขาว ซีอิ้วดำ น้ำตาลปีก โดยใส่ซีอสมะเขือเทศเยอะหน่อยนะครับ แล้วก็เอาไปตั้งไฟค่อยๆ คนไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลละลายหมด ก็ชิมรสดู ให้รสเปรี้ยวนำนิดหนึ่ง ก็ใช้ได้แล้วครับ เอาไปราดบนหมูที่ทอดเสร็จแล้ว เอาผักชีลงไปวางพอให้สวยงาม ก็รับประทานได้แล้วครับ :D
วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ปอเปี้ยะทอดแผ่นเกี้ยว
วิธีทำก็ไปดูที่ปอเปี้ยะทอดนะครับ เพราะว่ามันทำเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่าใช้แผ่นเกี้ยวมาห่อแค่นั้นเอง วิธีห่อก็ทำเหมือนกับห่อปอเปี้ยะปกติ แต่ว่าใส่ใส้ทีละนิด ๆ แค่นั้นเอง
ห่อแล้วก็จะเป็นแบบในรูปนี้
เสร็จแล้วก็เอาไปทอดนะครับ มีทริคอยู่ว่าเวลาทอดอย่าโยนปอเปี้ยะลงไปในกะทะตรง ๆ เพราะว่าปอเปี้ยะจะจมลงไปในก้นกะทะแล้วปอเปี้ยะจะติดก้นกะทะนิครับ วิธีการทอดที่ถูกต้องคือ เอาตะเกียบคีบปอเปี้ยะแล้วจุ่มลงไปในน้ำมันเดือด ๆ พอให้ด้านนอกเริ่มสุกก่อน (ดูได้จากเริ่มมีแผลผุผอง) ก็ถึงปล่อยลงไปทอดในกะทะได้นะครับ ก็ทอดไปเรื่อย ๆ จนแป้งเป็นสีเหลืองน้ำตาล ก็เอามาขึ้นมาพักน้ำมันนะครับ
ก็ทอดไปเรื่อย ๆ จนสุกหมดก็ได้เหมือนรูปข้างบนครับ จิ้มกินกันน้ำจิ้มไก่ หรือว่าน้ำจิ้มท้อก็อร่อยดีเหมือนกัน
วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
กะหล่ำปลีทอดซีอิ้วขาว
พอกะหล่ำปลีสุกดีแล้ว ก็เอาขึ้นมาพักไว้ ในขณะเดียวกันก็หรี่ไฟลงแล้วก็เอาน้ำใส่ลงไปในกะทะนิดหนึ่งแล้วแกว่งกะทะไปมาให้น้ำล้างน้ำมันลงมารวมไว้ เสร็จแล้วใส่ซีอิ้วขาวลงไปให้ได้รสเค็มนิด ๆ แล้วก็เร่งไฟ คอยหมั่นเอาตะหลิวคนในกะทะไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ใหม้ที่ก้นกะทะ พอน้ำในกะทะเริ่มเหนี่ยวนิด ๆ ก็เอากะหล่ำปลีลงไปคลุกกับน้ำซีอิ้วในกะทะนำครับ พอน้ำซีอิ้วเริ่มแห้งดี ก็ตักใส่จานได้เลยครับ
วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551
ปอเปี้ยะทอด
หน้าตาก็ออกมาแบบรูปข้างบนแหละครับ ขั้นตอนแรก ก็ต้องเตรียมใส้ก่อน ใส้ปอเปี้ยะทอดนี่ก็แล้วแต่ชอบครับ หลัก ๆ ก็ต้องมีเนื้อสัตว์เช่นหมูหรือว่าไก่ก็ได้ ผัก แล้วก็วุ้นเส้น แต่ใครจะใส่อะไรแปลก ๆ ก็แล้วแต่ชอบครับ ที่ผมทำก็ใช้เนื้อไก่บด วุ้นเส้น กระหล่ำปลี และ เห็ดหอมครับ
ส่วนผสมแต่ละอันก็ควรสับหรือว่าซอยให้ละเอียดนะครับ อย่าให้มันเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ส่วนไข่แดงที่เห็น คือ เอาไข่ขาวมาใช้ติดแผ่นแป้ง ไข่แดงเหลือ ก็เลยผัดกับส่วนผสมไปเลย พอเตรียมเครื่องเสร็จแล้ว ก็เอากระทะตั้งไฟใส่น้ำมันลงไป
ถ้ากระทะร้อนช้า ก็อาจจะต้องอัดพลังลมปราณลงไปช่วยแบบรูปข้างบนนะครับ พอกระทะร้อน ก็เอาเนื้อสัตว์ลงไปผัดกับน้ำมัน และกระเทียมก่อน พยายามขยี้ตะหลิวไว ๆ เพื่อให้เนื้อแยกออกจากกันนะครับ ใส่น้ำมันหอย ซีอิ้วขาวกับพริกไทยลงไปเพื่อปรุงรสตามชอบด้วย พอเนื้อสัตว์เริ่มสุก ก็ใส่กะหล่ำปลีกับเห็ดหอมลงไป พอเนื้อสุกผักนุ่ม ก็ใส่วุ้นเส้นลงไปผัดให้สุก แล้วก็เอามาพักไว้ให้เย็นครับ (ถ้าใส้ยังร้อนอยู่ เวลาห่อจะห่อยาก และแป้งอาจจจะแตกครับ)
เสร็จแล้วก็เอาแป้งปอเปี้ยะออกมาจากตู้เย็น แล้วทิ้งไว้ให้หายเย็นนะครับ (อาจจะต้องเอาผ้าชุบน้ำวางทับไว้ด้วย ไม่ให้แป้งแห้งเกินไป) เสร็จแล้ว ก็เอามาห่อ การห่อก็ไม่ยากครับ เอาแป้งมาวางบนพื้นเรียบ ๆ เสร็จแล้วตักใส้ใส่ลงไป ให้ใส้วางชิดมุมล่างของแป้งนะครับ ตามรูปด้านล่างนะครับ
เสร็จแล้วก็พับมุมล่างขึ้นไปให้มันห่อแป้งไว้ ยัดมุมของแผ่นแป้งลงไปใต้ใส้นะครับ (ในรูปด้านล่าง จะเห็นที่นิ้วซ้ายชี้อยู่นะครับ)
เสร็จแล้วก็พับแป้งด้านซ้ายและด้านขวาเข้ามา ให้มันปิดปลายสองด้านของม้วนแป้งไว้นะครับ
เสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ม้วนแป้งขึ้นไปด้านบนนะครับ จนเหลือปลายนิดหนึ่ง ก็เอานิ้วจิ้ม ๆ ไข่ขาวมาทา ๆ แทนกาวนะครับ แล้วก็ม้วนขึ้นไปจนสุด
พอม้วนเสร็จ ก็เอามาเรียง ๆ ใส่จานไว้นะครับ ถ้าทำเยอะ ๆ ก็ใส่ฝาปิดให้สนิทแล้วแช่ตู้เย็นไว้ก่อนก็ได้ครับ
ตอนม้วน ต้องตั้งสมาธิดี ๆ นะครับ อาจจะต้องมีการแปล่งลมปราณกันนิดหน่อย
ม้วนเสร็จ ขั้นต่อมาคือการทอดนะครับ ก็เอาหม้อตั้งไฟ ใช้ไฟแรงหน่อย ไม่งั้นจะสุกช้า แล้วใส้จะอมน้ำมันนะครับ ก็เอาปอเปี้ยะที่ม้วนแล้ว ลงไปทอด
ทอดเสร็จ ก็เอาขึ้นมาพักน้ำมันไว้นะครับ กินร้อน ๆ กับน้ำจิ้มไก่ หรือว่าน้ำจิ้มปอเปี้ยะนะครับ
วันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
ไข่ลูกเขย
วันนี้สมองตีบตัน คิดอะไรไม่ออก ก็เลยทำไข่ลูกเขยครับ อันดับแรกก็เอาไข่ไปต้มพอไข่สุก (รู้ได้ไงว่าสุก ก็เอามาปั่น ๆดู) ก็ปอกเปลือกไข่ออก แล้วก็เอามาทอด อย่าใช้ไฟแรงมาก เดี๋ยวใหม้
พอไข่เป็นสีน้ำตาลทองสวยงามดีแล้ว ก็เอามาขึ้นพักไว้ เสร็จแล้วก็เอาหอมแดงลงไปทอด ตามด้วยพริกแห้ง เอาขึ้นมาพักไว้เช่นกัน
เอาน้ำมันใส่หม้อนิดหน่อย ตั้งไฟอ่อน ๆ ใส่น้ำตาลปึกลงไปแล้วก็คนตลอดเวลาจนน้ำตาลละลายหมด ก็ใส่น้ำมะขามลงไป ค่อย ๆ คนจะน้ำตาลกับน้ำมะขามเข้ากันดี ชิมให้ได้รสพอดี เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเหนียว ก็ใส่น้ำปลาลงไป แล้วก็ปิดไป
สุดท้าย ก็เอาไข่มาผ่าครึ่ง(หรือว่าเป็นเสี้ยว ๆ) โรยหน้าด้วยหอมเจียว พริกทอด แล้วก็ราดน้ำลงไปก็เสร็จแล้วครับ
วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2551
หมูทอดคะน้ากรอบ
อันดับแรกก็ต้องหมักหมูก่อน เอาซี่โครงอ่อน(กระดูกอ่อน)ของหมู ที่มีเนื้อหมูติดอยู่ มาหั่นเป็นชิ้น ๆ พอคำ เลือกที่มีมันหมูติดอยู่ จะอร่อยขึ้น แล้วหมักหมูด้วยกระเทียม พริกไทยดำ ซีอิ้วขาวเห็ดหอมตราเด็กสมบูรณ์ ซีอิ้วดำ น้ำมันหอยตรามสามแม่ครัว มล็ดยี่หร่า (Cumin seed) บด ค่อย ๆ คลุกเคล้าส่วนผสมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน นวดให้เนื้อหมูมันคลุกเคล้ากับส่วนผสมดีแล้ว ก็ทิ้งไว้ให้น้ำซอสมันซึมเข้าไปในเนื้อหมู ถัดมา ก็เตรียมใบคะน้า ล้างใบคะน้าให้สะอาด แล้วตัดเอามาแต่ใบ (ก้าน เอาไปทำ คะน้าน้ำมันหอยได้) แล้วก็ซอยให้เป็นริ้ว ๆ ประมาณสักหนึ่งเซ็นต์ เสร็จแล้วก็เอามาใส่ในตะกร้า แล้วสะบัด ๆ ให้แห้งที่สุด เพราะถ้ามีน้ำติดเยอะ เวลาทอด น้ำมันจะกระเด็น เป็นอัตรายต่อชีวิตได้
เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว ก็เอากะทะตั้งไฟแรงสุด เทน้ำมันลงไป พอน้ำมันเดือดปุดๆ ๆ ๆ ก็เอามือขวาถือตะกร้าใส่คะน้า มือซ้ายถือฝาหม้อสำหรับปิดกระทะ แล้วใช้ความสามารถพิเศษ ในการเทคะน้าลงไปในน้ำมันเดือด ๆ พร้อมกับเอาฝาหม้อปิดกะทะไว้อย่างรวดเร็ว แล้วก็คอยฟังเสียง พอเสียงน้ำมันกระเด็นเงียบลงแล้ว ก็เปิดฝาหม้อออก เอาตะหลิวผลิกใบคะน้าให้โดนน้ำมันทั่ว ๆ พอใบคะน้าเริ่มแข็งกรอบ (ดูจากสีได้ พอเริ่มเป็นสีน้ำตาลอ่อน) ก็ยกขึ้นมาหยัดน้ำมัน (ทิ้งไว้นานมันจะใหม้) เมื่อทอดคะน้าหมดแล้ว ก็ตามด้วยการทอดหมู ก็ใช้น้ำมันชุดเดิมได้ครับ ไม่เปลือง แต่ลดไฟให้เหลือไฟกลาง แล้วเทหมูลงไปในกระทะ ทอดให้ด้านนอกเกรียมนิด ๆ จะอร่อย เสร็จแล้วก็เสริฟได้เลยครับ
วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2551
Pork Fried with Salt & Pepper
คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมาได้ไปช่วยงานร้าน takeaway ของเพื่อนมาเลย์จีน (เป็นพนักงานรับโทรศัพท์เวลาลูกค้าโทรมา) ก็ขำๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไร ถือว่าได้กินข้าวฟรี+มีเพื่อนคุย เชฟที่ร้านเป็นคนจีนที่พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ แต่มีประสบการณ์ทำอาหาร 20 ปี เมนูที่กินแล้วรู้สึกว่าอร่อยเด็ดมากคือ Spare Ribs ทอดกับ Salt & Pepper (ดูภาพ) เลยตั้งใจว่าก่อนกลับเมืองไทยต้องสำเร็จวิชานี้กลับไปให้ได้
วันนี้คิดเมนูข้าวเย็นไม่ออก เลยลองลอกดู อาศัยครูพักลักจำ
สูตรเชฟ
- เอา Spare Ribs ไปต้มให้เปื่อยก่อน (ขั้นตอนนี้ทำล่วงหน้า) แล้วแช่ตู้เย็นเก็บไว้ ไม่รู้ว่าตอนต้มใส่อะไรบ้างด้วย
- พอจะเริ่มทำก็เอา Spare Ribs ไปทอดแบบ Deep Fries คือทอดในที่ทอดเฟรนช์ฟราย
- ตั้งกระทะร้อนๆ ใส่น้ำมันนิดเดียว เอา Ribs ลงตามด้วยหัวหอม พริก (บางทีใช้พริกหยวก) เกลือ ผงชูรส เหล้าจีน
- ผัดๆ แป๊บเดียวเสร็จ สัมผัสกระทะไม่ถึงนาที
สูตร mk
มีข้อจำกัดทางวัสดุอย่างเช่น ไม่มี Spare Ribs (ใช้หมูชิ้นแทน) หรือไม่มีเหล้าจีน ก็ต้องพลิกแพลงกันเล็กน้อย
- ทอดหมูเปล่าๆ ไม่ต้องใส่ทั้งกระเทียม (เดี๋ยวไหม้) และน้ำปลา (เดี๋ยวเค็มเพราะต้องใส่เกลืออีก) รอจนหมูเริ่มเหลือง
- ใส่หอม กระเทียม พริก น้ำตาล เกลือ
- ผัดจนหอมเริ่มเหลือง เอาขึ้น
ผลงานก็ตามภาพ (ที่ไหม้ๆ นั่นน้ำตาล)
นับว่าโอเคสำหรับทำครั้งแรก แต่ปรับปรุงได้ดังนี้
- หั่นพริกให้ละเอียดขึ้น ชิ้นขนาดนี้กินทีแล้วสะดุ้ง
- ทอดหอมให้นานขึ้น จนหมดรสซ่า แล้วเริ่มหวาน
- แก้ปัญหาการใส่เกลือให้ได้ ตอนนี้โดยรวมเค็มดีแต่ว่าเกลือไม่ติดหมู อาจต้องหมักหมูก่อน แล้วใส่เกลือตอนผัดน้อยลง
- มีคนแถวเมืองไทยแนะนำว่าลองชุบแป้งทอดดูอาจจะช่วย เดี๋ยวคราวหน้าลอง
วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
ไก่ห่อใบเตย
สิ่งที่ยากที่สุด สำหรับการทำไก่ห่อใบเตยสำหรับเด็กนอก ก็คือ การหาใบเตย ถ้าสามารถหาใบเตยได้ ก็ไม่ยากแล้ว การทำ ก็เริ่มจากหาอกไก่มาหั่นเป็นชิ้นพอคำ (ประมาณสองหัวแม่มือกำลังดี) เสร็จแล้วก็เอาไก่มาหมักกับกระเทียม ซีอี้วขาว (หรือว่าโชยุก็ได้) ซีอิ้วหวานพริกไทย รากผักชีโขลกละเอียด และ น้ำมันงานิดหน่อย (ใส่มากเดี๋ยวเลี่ยน) ก็คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหลายเข้าด้วยกัน แล้วหมักทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง
พอไก่หมักได้ที่แล้ว ก็เอาใบเตยมาล้างให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง แล้วก็เอามาห่อไก่ วิธีการห่อง่าย ๆ ก็เอาใบเตยมาพับให้เป็นรูปสามเหลี่ยม เอาไก่ใส่ลงไป แล้วก็พันใบเตยไปมา แล้วก็เอาปลายซุกไว้ให้ไม่หลุดออกจากกัน พอห่อเสร็จหมดแล้ว ก็เอากะทะก้นลึก หรือว่า หม้อขึ้นตั้งไฟ เอาน้ำมันใส่ให้ร้อนปานกลางแล้วก็เอาลงไปทอด พยายามทอดให้ใบเตยแห้งกรอบ ก็เอาขึ้นมากินได้
วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2550
French toast
วิธีทำ เริ่มจาก เอาขนมปังสไลด์เป็นแผ่นๆ (บังเอิญว่าไม่มีขนมปังฝรั่งเศสอะจ้า) มาชุบกับ ไข่ไก่สองฟองที่ตีผสมกับนมเรียบร้อยแล้ว ชุบขนมปังให้ชุ่มทั้งสองด้าน
นำกะทะตั้งไฟ ใช้ความร้อนระดับปานกลาง เอาเนยทาลงบนกะทะให้ทั่ว พอเริ่มร้อนดีแล้ว เอาขนมปังลงไปทอด ค่อยๆดูจนกว่าจะเหลือง และเริ่มเป็นสีน้ำตาล คอยพลิกกลับไปมา เพื่อให้เหลืองทั้งสองด้าน
เสิร์ฟกับ น้ำผึ้ง แยมผลไม้ เนย กล้วย หรือกินกับ แฮม เบคอน ก็อร่อยเหมือนกันค่ะ (เลือกเอาตามที่ชอบเลยค่ะ)
วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ปลาดุกฟูหมูยอ

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2550
เฉียนลี้สื่อรื่อ (千里豬肉)
บทนำ
อาหารจานนี้เป็นอาหารจีนโบราณชื่อภาษาจีน เรียกว่า เฉียนลี้สื่อรื่อ (千里豬肉:Qian Li Zhurou) เป็นอาหารที่ใช้หลักยินและหยางในการปรับสมดุลย์ของอาหารโดยเนื้อสัตว์จะให้พลังของธาตุยิน ในขณะที่ผัก ซึ่งรับแสงอาทิตย์หรือว่าพลังของสวรรค์ ก็ให้พลังของธาตุหยาง แล้วใช้การปรุงที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน (เช่น ใช้พลังของธาตุยินในน้ำและอากาศ และ ธาตุหยางในดินและไฟ) เพื่อกักเอาพลังของธาตุยินและหยางและปลดปล่อยออกมาเมื่อถึงเวลาอันสมควร หลักการง่าย ๆ ก็คือ ปรุงยิน(หมู)ด้วยหยาง(ดินและไฟ) และปรุงหยาง(ผัก)ด้วยยิน(น้ำและอากาศ)
ต้ม
ขั้นตอนการทำก็เริ่มจากการทำหมูแฮม(หรือว่าหมูสามชั้นทอดกรอบซึ่งเป็นหนึ่งใน 18 สุดยอดเครื่องยาจีน[1]) ก็เริ่มจากเอาหมูสามชั้นมาต้มให้สุก ควรใช้เนื้อหมูตรงต้นคอ เพราะจะมีสัดส่วนของเนื้อและมันที่พอดี ถ้าใช้เนื้อต้นขา จะมีมันมากเกินไป การต้มนั้น ให้ต้มแบบปิดฝาให้ไฟอ่อน ๆ ถ้าต้มแรงไปธาตุยินจะกระเจิงออกมาหมด พอหมูสามชั้นสุกดี ก็เอาขึ้นมาพักให้เย็น ในขณะเดียวกันก็เอาน้ำซุปที่ได้ ไปต้มกับเครื่องยาจีนและกระดูกหมูโดยใช้ไฟอ่อนมาก ๆ เพื่อค่อย ๆ รีดเอาคุณค่าของเครื่องยาจีนออกมา กระดูกหมูที่ใช้ ควรจะใช้กระดูกสันหลัง เพราะเป็นส่วนที่มีไขกระดูกค่อนข้างมาก จะดีกว่ากระดูกส่วนอื่น ที่มักจะเป็นกระดูกแห้ง ๆ ถ้าไม่มีกระดูกสันหลัง ก็ใช้กระดูกบริเวณซี่โครงก็ได้ ส่วนเครื่องยาจีนนั้น ถ้าสามารถหาเครื่องยาจีนธาตุอ่อน เก๋ากี้ ตังกุย โสมคน เส็กตี่ ปาเก็ก หลินจือ ถั่งเฉ้า แป๊ะก๊วย ตังเซียม มาได้ครบชุดก็จะดี แต่ถ้ามีไม่ครบ ก็เอาเท่าที่มี แต่ห้ามใส่เครื่องยาจีนที่มีธาตุแรง เช่น เห็ดหอม หูฉลาม หรือว่า เหล้าเช่าชิง เพราะว่าจะเป็นธาตุที่แรง จะตีกันกับหมูสามชั้นทอดที่เป็นธาตุที่แรงเหมือนกัน หมูสามชั้นที่ทอดแล้ว ต้องทิ้งไว้ให้เย็น อาจจะต้องทิ้งข้ามคืน ในขณะเดียวกัน ก็เคี่ยวน้ำซุปไปเรื่อย ๆ เกือบลืมไป ในการเคี่ยวน้ำซุปนั้น ควรจะใช้เตาถ่านเพราะจะให้แรงไฟที่นุ่มนวลสม่ำเสมอกว่า (สังเกตว่าทำอาหารกับเตาถ่าน จะไม่ค่อยใหม้ก้น เพราะถ้าใช้เตาแกสหรือว่าเตาไฟฟ้า จะมีส่วนที่ร้อนมาก ๆ คือส่วนที่สัมผัสกับเปลวไฟ กับส่วนที่ไม่ค่อยร้อน) และควรใช้หม้อดิน ด้วยเหตุผลเดียวกัน และยังเป็นการควบคุมธาตุหยางในหมูอีกด้วย
ทอด
พอหมูสามชั้นแห้งดีแล้ว ก็เอากระทะก้นลึกตั้งไฟแรง ๆ สิ่งสำคัญในการทำอาหารจีนประเภททอดหรือผัดคือต้องใช้ไฟแรง ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญในการทำอาหารจีน พอกระทะร้อน ก็เอาน้ำมันเทลงไป แล้วพลิกกระทะเร็วๆ สักห้าหกที แล้วเทน้ำมันทิ้ง เพื่อล้างคราบสกปรกที่ติดในกะทะ เสร็จแล้วจึงเทน้ำมันใหม่ลงไป พอน้ำมันเดือดจัด ก็ใช้ตะเกียบคีบหมูสามชั้นไว้เหนือกระทะ แล้วใช้ตะหลิวกลมตักน้ำมันขึ้นมาราดบนหมูเพื่อปรับอุณหภูมิสักสองสามที แล้วจึงเอาหมูลงไปทอดกับน้ำมัน ถ้าเอาหมูลงทอดเลยโดยไม่ปรับอุณหภูมิก่อน ไขมันในหมูจะแตกตัวแรงเกินไป ทำให้เกิดกลิ่นหืนภายหลังได้ เมื่อเอาหมูสามชั้นลงไปทอดแล้ว ก็คอยพลิกหมูไปมาเร็ว ๆ คอยสังเกตุฟองอากาศรอบ ๆ ชิ้นหมู ถ้าเริ่มมีน้อย ก็แสดงว่าหมูสุกใช้ได้แล้ว ก็เอามาขึ้นพักไว้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การทอดหมู ก็คือการปรุงยิน(หมู)ด้วยหยาง(ไฟ)นั่นเอง
นึ่ง
เมื่อทำหมูเสร็จแล้วก็เอามีดมาหั่นหมูให้เป็นชิ้นพอคำ การหั่นก็หั่นตามขวาง ให้แต่ละชิ้นมีทั้งหนัง มัน และเนื้อ เสร็จแล้วก็มาทำผักต่อ เอาผักกาดขาว(ใช้แบบที่เป็นสีขาวหรือว่าสีเหลือง ไม่ใช่แบบเขียว ๆ ของจีน จริง ๆ ใช้ผักอื่นก็ได้ ที่เป็นสีขาว เช่นหัวไชเท้า )มาล้างให้สะอาด แล้วหั่นให้เป็นชิ้นใหญ่ ๆ การนึ่งผักนั้น ไม่ควรใช้ผักชิ้นเล็ก เพราะจะทำให้ผักเละไม่น่ากินและไม่ต้องกลัวว่าผักจะชิ้นใหญ่จนกินลำบากเพราะพอนึ่งเสร็จ ผักจะอ่อนตัวและคีบด้วยตะเกียบได้ง่ายเอง แต่การผัดผักนั้นจะต่างออกไป ควรจะหั่นผักให้เป็นชิ้นเล็กพอคำ เพราะว่าเมื่อผัดเสร็จ ผักจะยังคงรูปอยู่ ถ้าหั่นชิ้นใหญ่เกินไป จะกินลำบาก เมื่อหั่นผักเสร็จแล้ว ก็เอาผักมาเรียงในชามกระเบื้องสลับกับหมู การเรียงนั้น ให้เอาผักไว้ข้างนอกสุด ตามด้วยชั้นของหมู แล้วก็สลับด้วยชั้นของผัก ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเกือบเต็มชาม เสร็จแล้ว ก็เอาน้ำซุบเทลงไปตรงกลาง ให้พอท่วมหมูและผัก และให้เครื่องยาจีนที่เหลือรวมกันอยู่ตรงกลางชาม เสร็จแล้วก็เอาหม้อนึ่งขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือด ก็เอาชามผักและหมูขึนไปนึ่ง การนึ่งนั้น เป็นการใช้ยิน(น้ำและอากาศ)เข้าไปปลดปล่อยพลังของธาตุหยางในผัก แล้วให้ธาตุหยางในผัก เข้าไปผสมกับธาตุยินในหมู โดยใช้อากาศและไอน้ำ ซึ่งเป็นธาตุหยาง และ ชามกระเบื้อง(ดิน)ซึ่งเป็นธาตุยิน ทำหน้าที่ควบคุมการควบรวมกัน สิ่งสำคัญคือเครื่องยาจีนที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งจะทำหน้าที่หมุนเวียนธาตุยินและหยาง(ภาษาจีนเรียก 自转) เหมือนกับสัญลักษณ์ยินหยางที่ต้องหมุนวนรอบ ๆ กัน นึ่งแบบปิดฝาใช้ไฟอ่อน ไปเรื่อย ๆ จนผักและหนังหมูเริ่มใส ก็ยกลง
เคี่ยว
พอยกหม้อนึ่งลง ก็เอากระทะมาตั้งไฟแรง ๆ เช่นกัน เทน้ำมันลงไปนิดหน่อยแล้วพลิกกระทะเร็ว ๆ แล้วจึงเทน้ำมันทิ้งเพื่อทำความสะอาดกระทะ เสร็จแล้วก็เร่งไฟจนสุด แล้วจึงเทเอาน้ำซุบที่อยู่ในชามกระเบื้องลงไปในกระทะ ใส่ซี่อิ้วขาวลงไปนิดหน่อยเพื่อลดความเลี่ยน แล้วก็ทำการเคี่ยวน้ำซุบไปเรื่อย ๆ จนน้ำซุบข้นเหนียว ก็เทราดลงไปบนผักและหมูที่อยู่ในชาม ก็เป็นการเสร็จสิ้นขบวนการ
ส่งท้าย
ชาวจีนโบราณจะใช้อาหารจานนี้เพื่อขัดเกลาลมปราณและฟอกกระดูกเส้นเอ็น ฯลฯ รวมถึงแก้ไขสมดุลย์ของธาตุด้วย เช่นผู้ฝึกกำลังภายในที่เกิดธาตุไฟเข้าแทรก ก็จะกินอาหารชามนี้ เพื่อปรับสมดุลย์ยิน(ลมและน้ำ) ให้สมดุลย์กับหยาง(ดินและไฟ) ถ้าใช้ควบคู่กับการฝึกสมาธิ (เพื่อประสานธาตุในตัวเข้ากับซีตามหลักฮวงจุ้ย) ก็จะฟื้นตัวได้เร็ว เรียกว่าเป็นการดึงเอาพลังของดินฟ้า(ยินหยาง) และพลังของชีวิต(ซี)มาช่วยปรับสมดุลย์ในตัวนั่นเอง
[1] 18 สุดยอดเครื่องยาจีนประกอบไปด้วย เก๋ากี้ โสม ตังกุย ตังเซียม ผ่อซัว ตังกุย พุทราจีนแดง เห็ดหอม กังป๋วย หอยสังข์ขาว หอยสังข์แดง เหล้าเช่าชิง หมูแฮม ไก่ดำ ปลิงทะเล กระเพาะปลาสด หูฉลาม เป๋าฮื้อ
วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550
หมูชุบไข่ทอด
อาหารสิ้นคิดอีกอย่างหนึ่ง วิธีการทำก็ไม่ยาก เริ่มจากเอาหมูสับมาผสมกับกระเทียมสับละเอียด น้ำปลา พริกไทย รากผักชี(ถ้ามี) นวดให้เข้ากันจนหมูสับเหนียว พอหมูสับเหนียวติดมือ ก็เอากระทะมาตั้ง น้ำมันเยอะหน่อย ไฟปานกลาง เสร็จแล้วก็เอาไข่มาตี พอน้ำมันร้อนดี ก็เอาหมูมาปั้นเป็นก้อน ๆ แล้วก็บีบให้แบน ๆ ไม่เช่นนั้น หมูตรงกลางจะไม่สุก พอปั้นเสร็จ ก็เอามาชุบไข่ทั้งสองด้าน แล้วก็เอาลงทอด คอยพลิกไปมา ไม่งั้นจะใหม้ พอไข่สุกเป็นสีน้ำตาลเข้ม ก็เอาขึ้นมาซับน้ำมัน กินกับข้าวร้อน ๆ และซอสศรีราชาก็อร่อยอิ่มท้องได้แล้ว






