วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ข้าวผัดน้ำพริกอ่อง

เนื่องจากติดเกาะได้เกือบเดือน เริ่มคิดถึงอาหารเมืองๆ หยิบพริกแกงส้มของโลโบ้มาซองนึง วิธีทำก็มั่วๆ ตามนี้เลยเจ้า

  • หุงข้าวรอก่อนเลย ระหว่างรอข้าวสุกก็เตรียมวัตถุดิบไปพลางๆ
  • หมักหมูสับ 2 ขีดด้วยกระเทียมสับ กับเครื่องปรุงตามชอบ จากนั้นเติมตักเอาพริกแกงมา 2 ช้อน ผสมลงไปด้วยกัน
  • หยิบมะเขือเทศลูกใหญ่มา 2 ลูก หั่นมะเขือเทศเป็นชิ้นเล็กหน่อย แล้วเอามือบีบให้น้ำมะเขือเทศออกมา
  • มื้อนี้อยากกินไข่ต้มด้วย เลยเปิดอีกเตาทำไข่ต้มไปพร้อมๆ กัน
  • ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน เทน้ำมันลงไปนิดหน่อย พออุ่นๆ ก็ใส่พริกแกงที่เหลือทั้งซองลงไปคั่ว
  • พอพริกแกงเริ่มหอม (แอบจามไปหน่อยนึง) ก็ใส่หมูลงไป จนหมูเริ่มสุกนิดๆ ก็เทมะเขือเทศตามลงไป เทน้ำเพิ่มอีกนิดหน่อย เนื่องจากพริกแกงส้มจะเปรี้ยวกว่าน้ำพริกอ่อง เลยต้องปรุงด้วยน้ำปลากับน้ำตาลเพิ่มอีกซักนิด

  • พอน้ำเริ่มขลุกขลิกแล้วก็ถึงเวลาเอาข้าวสวยลงไปคลุกในกระทะจนเข้ากันดี ส่วนไข่ต้มก็พอดีสุก จัดใส่จาน หน้าตาก็เป็นเช่นนี้แล.. ดูขาดสีสันไปหน่อย ถ้าได้แตงกวากับผักลวกอีกนิดคงแจ่มน่าดู

Pork chop steak

เปิดตู้เย็นมา มีแต่ความว่างเปล่า ค้นไปค้นมาเจอ pork chop อยู่ในช่องแช่แข็งตั้งแต่ชาติที่แล้วก็เลยเอามาย่างกินซะเลย


วิธีทำก็เริ่มจากเอาหมูมาละลายน้ำแข็งซะก่อน เสร็จแล้วก็เอาไปหมักกับกระเทียมสับ ลูกผักชีบด พริกไทย ซอสคิโคแมน(จริง ๆ ใช้ซีอิ้วขาวก็ได้ แต่อย่าใช้น้ำปลา) และน้ำมันมะกอกนะครับ หมักทิ้งไว้สักพักแล้วก็ไปซอยกระหล่ำปลีทิ้งไว้ พอหมูหมักได้ที่ก็เอากะทะตั้งไฟเกือบแรงสุดนะครับพอกะทะร้อนได้ที่ ก็เอาหมูลงไปย่างคอยพลิกไปพลิกมาไม่ให้หมูใหม้ พอหมูเริ่มสุกก็ขยับหมูไว้ที่ขอบกะทะ แล้วก็เอากระหล่ำที่ซอยไว้ลงไปผัดในกะทะเดียวกัน ใส่น้ำมันมะกอก ซอสหอยนางรม พริกไทยนิดหน่อย ผัดไปผัดมาจนผักนุ่มนะครับ น้ำที่ไหลออกมาจากผักจะช่วยให้หมูไม่แห้งเกินไปด้วยนะครับ ในขณะเดียวกัน ผักก็จะซับเอากลิ่นและรสของหมูไปด้วย ทำให้รสของผักไม่ชืดเกินไป พอสุกได้ที่แล้วก็เอาขึ้นใส่จานกินกับข้าวได้เลยครับ ที่สำคัญคือต้องแน่ใจว่าหมูสุกนะครับ กินหมูไม่สุกนี่ไม่ปลอดภัยนะครับ :)

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เนื้อตุ๋นเห็ดหอม



มีเนื้อเหลืออยู่ในตู้เย็นนานแล้วก็เลยเอามาตุ๋นซะเลย ขั้นตอนก็เริ่มจากหั่นเนื้อเป็นชิ้นลูกเต๋านะครับเวลาตุ๋นจะได้ไม่เละเกินไป แล้วก็เอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟนะครับ ถ้ามีหม้อดินก็จะดีกว่าหม้อเหล็กนะเพราะว่าจะกระจายความร้อนได้ดีกว่า พอน้ำเดือดก็เอาเนื้อใส่ลงไปพร้อมกับหรี่ไฟนะครับแล้วก็ใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ้วขาว และซีอิ้วดำนะครับ ระหว่างนั้นก็เอากระเทียมมาโขลกกับพริกไทยเม็ดและลูกผักชีนะครับ พอโปลกได้ที่แล้วก็เอาไปใส่ในหม้อแล้วก็เคี่ยวเนื้อไปเรื่อย ๆ พอเนื้อสุกก็ใส่เห็ดหอมลงไป ปิดฝาเคี่ยวไฟอ่อนสุดไปสักสองชั่วโมงนะครับ คอยดูว่าน้ำงวดหรือเปล่า ถ้างวดก็ใส่น้ำลงไปเพิ่มบ้าง พอเนื้อนุ่มได้ที่ก็กินได้แล้วครับ

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ซาลาเปาไส้ไ่ก่เห็ดหอม


(ปั้นได้ห่้วยมาก แต่ละลูก ปุๆปะๆ ฮ่าๆๆ มือใหม่ๆ)

(โดนแม่กำกับว่า อย่างก ใส่ไส้เยอะๆ เลยทะลักล้นอย่างในภาพ)

เกิดคึก นึกอยากทำซาลาเปาเองขึ้นมา เลยไปเดินหาซื้อแป้ง พยายามจะหาแป้งสำเร็จรูปแต่หาไม่เจอ เคยเปิดเจอในอินเตอร์เนตว่า เค้าใช้แป้งสาลีผสมกับยีสต์เอาก็ได้ แต่ต้องออกแรงนวดดีๆ ก็โอเค ลองดู...

(สูตรนี้ออกมาได้ซาลาเปาแบบดั้งเดิมคนจีนทำมากเลย คือไม่ฟูแ่ต่จะออกแนวเหนียวแน่นมากกว่า)

ขั้นตอนแรก เอาแป้งสาลี 4 ถ้วยตวง ผสมกับ ยีสต์ผง 1 ช้อนโต๊ะ ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน จากนั้นตวงน้ำเปล่า(หรือนมสด) 1 ถ้วย ผสมน้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ กับเกลือ 1/4 ช้อนชา พอละลายแล้ว ก็เติมลงไปในแป้งที่ผสมกับยีสต์ คนให้พอเหลว จากนั้นใช้มือนวด ใช้อุ้งมือนวดไปเรื่อยๆ จนแป้งกลายเป็นก้อนนวลดีแล้ว พักแป้งไว้ราว 1 ชั่วโมง โดยใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆคลุมไว้ ไม่ให้แป้งแห้ง

ต่อมาก็เริ่มทำไส้...เนื่องจาก แต่เดิมคิดไว้ว่าจะใช้ไส้ไข่พะโล้ขาหมูที่ซื้อมา แต่ด้วยความที่ทำแป้งไว้เยอะ เลยต้องทำไส้เพิ่ม ในตู้เย็นไม่มีหมูสับ มีแต่เนื้อไ่ก่ เลยเอามาบด ผสมกับหัวหอมใหญ่และแครอทซอยหยาบๆ และเห็ดหอม ปรุงด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำตาล พริกไทย คลุกให้เข้ากัน (ไส้ควรจะออกรสจัด หวานจัด เค็มจัด ไม่เช่นนั้นเวลากินกับซาลาเปาจะพากันจืดมาก) แล้วพักไว้

ตัดกระดาษรองซาลาเปารอไว้ กะให้พอดีกับขนาดของซาลาเปาที่เราจะปั้น พยายามอย่าใช้กระดาษสำหรับพิมพ์ เนื่องจากอาจะได้บริโภคสารเคมีเ้ข้าไปโดยไม่รู้ตัว (หากไม่มีใช้กระดาษฟรอยส์ห่ออาหารก่อนได้)

เมื่อแป้งฟูได้ที่แล้ว นำมาคลึง ใช้ไม้นวดแป้ง รีดเอาอากาศในแป้งออกให้หมด จากนั้นนวดและตัดไว้เป็นก้อนๆ เท่าๆกัน เริ่มใส่ไส้ นำแป้งที่ตัดแล้วมาแผ่ให้ได้เป็นแผ่นบางๆกลางฝ่ามือค่อยๆ ประคองด้วยการช้อนมือเป็นอุ้ง แล้ววางไส้ลงไป ค่อยๆจับจีบปิดขอบให้สวยงาม (เนื่องจาก จริตของแม่บ้านแม่เรือนมีอยู่น้อยนิด เลยไม่สามารถในการจีบ เลยไม่ได้ทำ)จับซาลาเปาที่ห่อเสร็จแ้ล้ววางบนกระดาษ พักไว้ให้แป้งขึ้นฟูอีกราวๆครึ่งชัี่วโมง จากนั้นทำไปนึ่งประมาณ 10 นาที ก็จะได้ซาลาเปาร้อนๆไว้กินกัน ^^

** ได้บทเรียนว่า ส่วนไส้ไม่ควรจะเอาไปนึ่งให้สุกก่อน เพราะพอเอามาทำไส้แล้ว เลยแห้งและไม่ชุ่มฉ่ำ (ดันทำตามสูตรของคนนึง ที่ให้เอาไส้ไปนึ่งก่อน Y_Y)
** ควรจะทิ้งแป้งให้เซทตัวก่อน ถึงจะนำไปนึ่ง ซาลาเปาจะได้ฟูนุ่ม
** เวลาห่อ ควรใจเย็น จับจีบให้ดีๆ ไม่เช่นนั้น ไส้อาจจะทะลักออกมาตอนนึ่งได้
** สรุป ไส้ไข่พะโล้ขาหมู อร่อยที่สุด เพราะเค้าปรุงมาอร่อยอยู่แล้ว รสหวานกลมกล่อม U_U

** คราวหน้าจะลองสูตรผสมแป้งเค้กและผงฟูแทน เค้าว่าซาลาเปาจะฟูและนิ่มกว่าแบบนี้มาก

หน่อไม้ฝรั่งผัดเบคอน

ใจจริงแล้วตั้งใจจะทำหน่อไม้ฝรั่งผัดกุ้ง เหมือนเมนูตามร้านทั่วไป แต่เดินไปซูเปอร์แล้วปรากฎว่ากุ้งหมด เลยต้องพลิกแพลงทำเป็นอย่างอื่นแทน เผอิญที่บ้านมีเบคอนเหลือก็เลยทำสูตรเดียวกับ เซเลรี่ผัดเบคอน ส่วนหอมแดงเผอิญมีเหลืออยู่ครึ่งหัวเช่นกัน เลยใส่ไปให้หมดๆ ของจะได้ไม่ต้องค้างตู้เย็นนาน

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551

หมูกระเพรากรอบราดข้าว

เวลาทำหมูกระเพรา ผมจะทำได้อยู่สามแบบคือ หมูกระเพราราดข้าวธรรมดา ข้าวผัดกระเพรา และ หมูกระเพรากรอบราดข้าวนะครับ วันนี้เห็นกระเพราฝรั่ง(ซึ่งก็คือใบโหระพานั่นเอง)ดูสดดี ก็เลยอยากกินกระเพรากรอบนะครับ



วิธีการทำก็เริ่มจากเอากะทะมาตั้งไฟให้ร้อนใส่น้ำมันแล้วก็เร่งไฟให้แรงสุดนะครับพอน้ำมันร้อนแบบควันขึ้นนะครับ ก็โยนใบกระเพราลงไป จังหวะนี้ก็กระโดดหลบน้ำมันดี ๆ นะครับ พอใบกระเพราแห้งกรอบดีแล้ว ก็เอาขึ้นมาพักน้ำมันไหว้ แต่น้ำมันเก่าไม่ต้องทิ้งนะครับ ก็หรี่ไฟลงพอน้ำมันเย็นลงนิดหนึ่งแล้ว ก็เอากระเทียมสับกับพริกลงไปผัดให้หอมนะครับ แล้วก็ตามด้วยหมูสับ ใส่น้ำมันหอยนิดหน่อย ซอสภูเขาทองตามชอบ พอหมูสุกดีก็ใส่ไบกระเพรากรอบลงไปคลุกเคล้าพอให้ได้ทำความรู้จักกัน ก็ตักราดข้าวได้เลยครับ

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ข้าวคลุกกะปิ

เครื่องมันเยอะครับ ทำทีเหนื่อย แต่ก็ท้าทายดี

กุ้งแห้งเอาไปทอดก่อน ทอดไฟไม่ต้องแรงมากแต่นานๆ หน่อยให้กรอบเกลียวแบบโปเต้ ทอดเสร็จแล้วใส่ทิชชู่ซับน้ำมันไว้ ขั้นตอนนี้ทำเก็บไว้ล่วงหน้าได้

ผักก็เอาเท่าที่หาได้ ถั่วฝักยาว พริก หอมแดง ซอยละเอียดๆ รอไว้ ส่วนมะม่วงนี่แถวนี้มันไม่มี เห็นเค้าว่าใช้แอปเปิลเขียวแทนได้แต่ก็ขี้เกียจหาครับ ยอมเสียรสไปหน่อย

ไข่เจียวก็เบสิก จะยากตอนหั่นไข่ให้เป็นเส้น ทำไม่เป็น ตอนหลังมีคนเฉลยว่าต้องเอาไปม้วนก่อนแล้วค่อยหั่น

หมูหวาน ปกติที่เมืองไทยใช้หมูสามชั้น ขี้เกียจหา เลยเอาหมูสับธรรมดาแทนละกันเดี๋ยวมันจะหรูเกิน วิธีทำก็เหมือนหมูทอดทั่วไป ทอดหมูให้สุกพอประมาณก่อน (ไม่ต้องใส่กระเทียม) ใส่น้ำปลาเล็กน้อย จากนั้นใส่น้ำตาลกับน้ำเปล่านิดหน่อยให้น้ำตาลละลาย ตั้งไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ จนมันเริ่มงวด ส่วนความหวานแค่ไหนนั้นชิมกันเอง

สุดท้ายคือข้าวกับกะปิ สูตรหมึกแดงบอกให้เอากะปิไปห่อใบตองย่างไฟ อันนั้นก็ชาววังเกินไป เราเป็นไพร่ธรรมดาทำแบบบ้านๆ แทน เอากะปิไปผัดในกระทะ ใส่น้ำมัน น้ำปลา น้ำตาลนิดนึง เติมน้ำให้กะปิเหลว (ลองไม่เติมแล้วมันเป็นก้อนๆ มาก) แล้วเอาไปคลุกข้าว ใส่กะปิเท่าไรก็ชิมกันเองเช่นกัน (จานนี้ใส่หมดกระปุกเพราะได้มามันก็เหลือนิดเดียวแล้ว) จากนั้นเอาข้าวไปผัดในกระทะใบเดิม (ไม่ต้องล้าง) เติมรสตามใจชอบ (เคสนี้เติมเค็มด้วยน้ำปลาอีกนิด) เท่านี้ก็เรียบร้อย

จัดจานให้สวยงามเพื่อถ่ายรูป ตอนจะกินก็คลุกๆ ให้เข้ากัน หรือถ้าใครไม่ต้องการถ่ายรูป ผัดรวมในกระทะเลยก็ได้ครับ ง่ายดีไม่เปลืองจาน